หน้าเว็บ

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

10 อันดับ ปีศาจในคราบมนุษย์

10. Delphine LaLaurie


อันดับที่ 10 ได้แก่ Delphine LaLaurie เป็นคุณนาย The LaLaurie House (The Haunted House) ฉากหน้าเป็นไฮโซของสังคมอเมริกา ที่ใครๆ ต่างนับถือ แต่ฉากหลังผู้ต้องหาฆาตกรรมต่อ เนื่องพวกทาสผิวสีมากกว่า 10 ชีวิตที่ เพื่อนบ้านหลายคนได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงโหยหวนจากบ้านหลังนี้บ้าน 10 เมษายน ปี 1833 เพื่อนบ้านแจ้งตำรวจว่าเธอเฆี่ยนตีเด็กหญิง ผิวสีที่เป็นทาสอย่างทารุณ ซึ่งต่อมาเด็กหญิงก็ตกจากดาดฟ้า จนกระทั้ง ในปี 1834 เกิดเหตุไฟไหม้ เมื่อนักผจญเพลิงพังประตูเข้าไปก็พบทาสทั้งชายและหญิง ถูกล่ามบ้าง ถูกขังในกรงสุนัขบ้าง และพบชิ้นส่วนอีกจำนวนมาก บางคนถูกทำให้เสียโฉม บางคนถูกตัดทั้งแขนและขาทำให้เคลื่อนไหวเหมือนหนอนผีเสืออย่างน่าสมเพส อีกจำนวนหนึ่งถูกเย็บปากติดเพื่อให้อดอาหารจนตาย สุดท้ายคุณคิดว่าคุณนายคนนั้นจะไม่รอดข้อหาฆาตกรรมต่อเนื่องใช่เปล่า ผิดเลย เพราะเธอมีญาติเป็นถึงผู้ว่า อีกทั้งร่ำรวย เธอใช้เงินซื้อความยุติธรรมมาได้ และเธอไม่ถูกจับ และตอนท้ายเราก็ไม่ทราบข่าวจากเธอแล้ว ที่แน่ๆ บ้านหลังที่ว่ากลายเป็นบ้านผีสิงที่มีหลายคนพบเห็นวิญญาณหลอนหลายตัวในบ้าน The Haunted House ที่ นิวออร์ลีนส์

9. Ilse Koch


อันดับที่ 9 ได้แก่ Ilse Koch ได้รับฉายาเยอะจริงสำหรับผู้หญิงคนนี้ เช่น “นางแม่มดแห่งบูเชนวาล์ด” , “หญิงเลวแห่งบูเชนวาล์ด” เธอเป็นภรรยาของนายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกันของนาซีประจำค่ายบูเชนวาล์ด(1937-1941) และมาจดาเนค (1941-1943) เธอเป็นคนบ้าอำนาจมากและเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามี เธอก็มีเวลาว่างแสนสนุกสนานกับการทรมานและข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาวโฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความโลกีย์ ว่ากันว่ารอยสักตามตัวของเธอนั้นจากการสังหารคนในค่ายกักกันหนึ่งคนต่อหนึ่งขีด (ขีดในร่างกายเธอมีประมาณ 250,000 ขีด!!) แต่ผลสุดท้าย เธอแขวนคอฆ่าตัวตายใน เรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967

8. Shir? Ishii


อันดับที่ 8 ได้แก่ Shir? Ishii เขาคนนี้เป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ 731 การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างพัฒนาอาวุธเชื้อโรคเพื่อใช้ในสงครามอย่างมีประสิทธิภาพ และการทดลองนี้จำเป็นที่ต้องใช้มนุษย์เป็นๆ ในการทดลองจำนวนมาก หน่วยนี้ได้ถูกส่งมายังประเทศจีนและเลือกเมืองฮาร์ปินเป็นที่ตั้ง และปกปิดชื่อโครงการโดยใช้ชื่อ “หน่วยงานพิเศษเพื่อการศึกษาภูมิคุ้มกันและการบำบัดน้ำเสีย” จากนั้นก็นายทหารผู้ช่วยให้ตระเวนจับชาวจีนหรือรัสเซียผู้โชคร้ายมายังห้องปฏิบัติการ เพื่อทดลองมนุษย์เป็นๆ การทดลองของโครงการนี้มีหลายอย่าง เช่น การผ่ามนุษย์โดยไม่ใช้ยาสลบ, การใส่สารพิษที่คิดค้นมาใหม่ลงไปในหารและน้ำดื่ม เพื่อฆ่าประชาชนทีละมาก ๆ, การบังคับให้หญิงสาวร่วมเพศกับชายที่ป่วยเป็นโรคซิฟิลิส (หนองใน) นับสิบคน เพื่อศึกษาการพัฒนาเชื่อซิฟิลิสที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์, การฉีดเลือดสัตว์ที่มีเชื่อเข้าร่างกายมนุษย์ที่ถูกจับมาเป็นเหยื่อ เพื่อดูผลการแพร่เชื้อในมนุษย์เป็น ๆ, การจับเหยื่อห้อยหัวลงจนกว่าจะตาย เพื่อทดสอบความทนในการเอาชีวิตรอด, การจับเหยื่อเข้าไปในห้องทดลอง และอัดความดันหรือดูดอากาศออกจนร่างระเบิดเละ, การจับมนุษย์เปลือยร่างแช่ในน้ำอุณหภูมิเป็นลบ, การตัดเอาชิ้นส่วนมนุษย์ออก เช่น ตัดกระเพาะออก นำลำไส้ต่อตรงมาที่หลอดอาหารเพื่อดูว่ามนุษย์ไม่มีกระเพาะอาหารจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่, การตัดแขนขา และนำต่อใหม่ด้วยการสลับข้าง ฯลฯ ซากของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจะถูกโยนเข้าไปในเตาเผาด้านหลังของหน่วยปฏิบัติการ สิ่งเหล่านี้คือภารกิจของหน่วยปฏิบัติการ 731

7. Ivan IV of Russia


พระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย หรือ "อีวานผู้โหดร้าย" เพราะพระองค์ทรงปกครองอาณาจักรด้วยความเหี้ยมโหด ปราศจากความเมตตา ว่ากันว่าทรงรับสั่งให้ควักลูกตาสถาปนิกผู้ออกแบบสร้างมหาวิหารเซนต์บาซิล เพื่อมิให้สร้างสิ่งก่อสร้างที่งดงามเช่นนี้ได้ที่ใดอีก พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าบาซิลที่ 3 แห่งไบแซนไทน์ และเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าอีวานที่ 3 พระองค์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าผู้ครองนครมัสโกโวท์ที่ได้ตั้งองค์เป็นตำแหน่ง ซาร์ อย่างเป็นทางการ ซาร์อีวานที่ 4 ครองราชย์สมบัติตั้งแต่พระชนม์ได้ 3 ชันษา โดยที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ พระนางเฮเลนพระราชมารดาทรงเป็นผู้สำเร็จราชการ มหาวิหารเซนต์บาซิล อย่างไรก็ตามเมื่อซาร์อีวานที่ 4 ได้ทรงทำพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. 2090 และในปีเดียวกันนี้ได้ทรงอภิเษกกับอะนัสตาเซียแห่งสกุลราชวงศ์โรมานอฟ เป็นชื่อสกุลขุนนางที่สืบมาจากตระกูลเยอรมันชั้นสูงตระกูลหนึ่ง ซึ่งได้อพยพมาจากเยอรมนี ไปยังกรุงมอสโกในตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 14 และได้เปลี่ยนสกุลใหม่ว่าสกุลคอชกิน สกุลนี้ได้รับราชการในพระราชสำนักของราชวงศ์รูริคตลอดมาเป็นเวลาร่วม 200 ปี ครั้งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 บุรุษในตระกูลคอชกินผู้หนึ่งชื่อว่า โรมานอฟ ยูริวิช เกิดความรู้สึกว่านาม "คอชกิน" นั้นยังไม่มีสำเนียงเป็นภาษารัสเซียพอ เขาจึงได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่ โดยตั้งชื่อตามชื่อแรกของตัวคือ "โรมานอฟ" ซาร์อีวานที่ 4 ได้ทรงเลือก อนาสตาเซียแห่งรัสเซียเป็นคู่อภิเษก พระองค์ทรงหลงรักเจ้าสาวของพระองค์อย่างดื่มด่ำมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อพระนางอนาสตาเซียสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ. 2103 ทำให้พระราชสวามีทรงโศกเศร้ามากถึงกับเสียสติไปและคอยทรงระแวงผู้คนตลอดเวลา โดยคิดว่าเขาเหล่านั้นได้วางยาพิษพระมเหสีสุดที่รักความแค้นเคืองเหล่านี้ เลยทำให้พระองค์ทรงมีสติวิปลาสไป เวลาที่ซาร์อีวานที่ 4 จะเสด็จพระราชดำเนินไปไหน พระองค์จะทรงถือพระแสงหอกไปด้วยเสมอและเมื่อข้าราชบริพารคนใดทำสิ่งใดให้ พิโรธ พระองค์ก็จะทรงใช้พระแสงนั้นทิ่มแทงผู้ที่เคราะห์ร้ายนั้นเสีย ซาร์อีวานที่ 4 ทรงอภิเษกสมรสอีก 6 ครั้ง แต่ก็ไม่ทำให้พระองค์มีอาการดีขึ้นในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ อีวานทรงประสบกับการหลอกหลอนจากกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทรงกระทำไว้ในอดีตจนพระเกศาร่วงหมดและทรงร้องครวญครางอยู่ทุกคืน กล่าวกันว่า พระองค์สวรรคตในปี พ.ศ. 2127 ด้วยพระชนม์เพียง 54 ชันษา

6. Oliver Cromwell


อันดับที่ 6 ได้แก่ Oliver Cromwell โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (อังกฤษ: Oliver Cromwell) (25 เมษายน ค.ศ. 1599 (ปฏิทินเก่า) - 3 กันยายน ค.ศ. 1658 (ปฏิทินเก่า)) เป็นผู้นำทางการทหารและทางการเมืองชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักกันดีในการเกี่ยวข้องกับเปลี่ยนระบบการปกครองของอังกฤษเป็นแบบสาธารณรัฐในฐานะ “เจ้าผู้พิทักษ์” (Lord Protector) แห่งอังกฤษ, สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ครอมเวลล์เป็นแม่ทัพคนหนึ่งของกองทัพตัวอย่าง (New Model Army) ผู้ได้รับชัยชนะต่อกองทัพของ ฝ่ายกษัตริย์นิยม (Cavalier) ในสงครามกลางเมืองอังกฤษ หลังจากปลงพระชนม์สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ในปี ค.ศ. 1649แล้ว ครอมเวลล์ก็มีอิทธิพลต่อเครือจักรภพแห่งอังกฤษ อยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้นในขณะเดียวกับที่ได้รับชัยชนะในการปราบปรามสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ และปกครองในฐานะ “เจ้าผู้พิทักษ์” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1653 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1658 ครอมเวลล์เป็นบุตรของชนชั้นผู้ดีชั้นกลางและไม่ได้เป็นที่รู้จักจนเมื่ออายุได้ 40 ปี และได้ใช้ชีวิตอย่างเกษตรกรผู้มีอันจะกินจนกระทั่งมามีฐานะดีขึ้นบ้างเมื่อได้รับเงินมรดกจากลุง ในช่วงนั้นครอมเวลล์ก็เปลี่ยนศาสนาและมายึดแนวชีวิตแบบเพียวริตันเป็นหลัก ครอมเวลล์ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในแขวงเคมบริดจ์ในสมัยรัฐสภาสั้น (ค.ศ. 1640) และ รัฐสภายาว ระหว่างปี ค.ศ. 1640 ถึงปี ค.ศ. 1649 ต่อมาก็เข้าร่วมสงครามกลางเมืองอังกฤษ ทางฝ่ายรัฐสภา (Roundheads) ครอมเวลล์เป็นนายทหารที่มีสมรรถภาพที่ได้รับสมญาว่า “Ironsides” และได้เลื่อนจากการควบคุมกองทหารกองเดียวไปจนเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพอังกฤษ ครอมเวลล์เป็นคนที่สามที่ลงนามในการสั่งปลงพระชนม์พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ในปี ค.ศ. 1649 และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภารัมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 1649 ถึงปี ค.ศ. 1653 และได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นผู้นำทัพในการรบในไอร์แลนด์ระหว่างปี ค.ศ. 1649 ถึงปี ค.ศ. 1650 หลังจากนั้นครอมเวลล์ก็นำการต่อสู้ในสกอตแลนด์ระหว่างปี ค.ศ. 1650 ถึงปี ค.ศ. 1651 เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1653 ครอมเวลล์ก็บังคับยุบรัฐสภารัมพ์โดยใช้กำลังและก่อตั้ง “รัฐสภาแบร์โบนส์” (Barebones Parliament) อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่ได้รับเลือกให้เป็น “เจ้าผู้พิทักษ์” แห่งอังกฤษ, สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1653 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1658 ร่างของครอมเวลล์ถูกฝังไว้ที่แอบบีเวสต์มินสเตอร์แต่เมื่อฝ่ายฟื้นฟูราชวงศ์ได้อำนาจคืนในปี ค.ศ. 1660 ร่างของครอมเวลล์ก็ถูกขุดขึ้นมาประหารชีวิตโดยการแขวนด้วยโซ่และตัดหัว

5. Jiang Qing


เจียงซิงมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากสตรีในประเทศคอมมิสนิสต์ทั่วไป นั่นคือเธอมักแต่งกายตามแบบสากล มีสีสันฉูดฉาด ราคาแพง และรองเท้าส้นสูง สำหรับเรื่องการสวมรองเท้านั้นเจียงซิงให้เหตุผลว่า เมื่อสวมแล้วจะทำให้หลังไม่โก่ง สิ่งที่เจียงซิงปฏิบัติในยามว่างอยู่เป็นประจำอีกประการหนึ่งคือ การอ่านนิยายและข่าวภายในประเทศเท่านั้น เมื่ออายุ 60 ปีเต็ม เจียง ชิงก็เริ่มคิดการณ์ใหญ่ โดยคบคิดกับนายพลหลินเปียว ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลาโหมเฉินป้อต๋า จางชุนเฉียวและคังเฉิง ซึ่งแท้จริงก็คือ คุณชายจาง สามีคนแรกของหยุนเฮ่อในวัยแรกแย้ม ทำการปลุกระดมทางวัฒนธรรมขึ้นจนสามารถกุมอำนาจการ บริหารประเทศเอาไว้ในกำมือของตน และพรรคได้เป็นเวลานานถึง 10 ปี การขึ้นมาครองอำนาจระดับสูงของเจียงซิงนั้น กล่าวกันว่ามาจากการเป็นภรรยาของเหมาล้วนๆ เนื่องจากนางไม่ใช่คนที่มีการศึกษาดี หรือมีความสามารถโดดเด่น แม้แต่การเป็นนักแสดงซึ่งเป็นอาชีพเก่า ก็เป็นเพียงนักแสดงชั้นสอง แต่ความทะเยอทะยานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก็ทำให้นางครองตำแหน่งสูงทางการเมือง ประกอบกับการเป็นคนที่มีปมด้อยไม่อยากเห็นใครเด่นเกินหน้า ในช่วงปลายของชีวิตประธานเหมา นางกับพรรคพวกได้กีดกันผู้นำพรรคคนอื่นๆ ที่เป็นปรปักษ์ไม่ให้เข้าใกล้ประธานเหมา พร้อมทั้งทำลายชื่อเสียง เกียรติคุณของทั้งโจวเอินไหล เติ้งเสี่ยวผิง และครอบครัวนักปฏิวัติที่ร่วมสร้างชาติมากับประธานเหมาท่ามกลางเสียงก่นด่าของประชาชนอีกด้วย เจียงซิงเป็นภรยาคนที่ 3 ของประธานเหมาและเป็นคนสุดท้าย โดยใช้ชีวิตคู่ร่วมกับประธานเหมานานถึง 37 ปี เจียงซิงเริ่มก้าวขึ้นมามีบทบาทระดับนำในพรรคช่วงบั้นปลายชีวิตของประธานเหมา เจียงซิงร่วมกับสมาชิกระดับแกนนำของพรรคอีก 3 คนคือ จางชุนเฉียว เหยาเหวินหยวน และหวังหงเหวิน ในนามแก๊ง 4 คน โดยใช้กรปฏิวัติวัฒนธรรม กำจัดผู้ที่คิดต่างทางการเมือง และปลุกระดมให้เกิดการกวาดล้างผู้ไม่ซื่อตรงต่อพรรค และพวกลัทธิแก้และนายทุน ครั้งมโหฬาร ในระหว่างปี 1966 -1976

4. Pol Pot


อันดับที่ 4 ได้แก่ Pol Pot ซาลอท ซาร์ (Saloth Sar) หรือ พล พต (Pol Pot) (พ.ศ. 2468-พ.ศ. 2541) เป็นผู้นำเขมรแดง และเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาในปี พ.ศ. 2519-พ.ศ. 2522 พล พต ปกครองเขมรแดงตั้งแต่ พ.ศ. 2518-พ.ศ. 2522 ใช้วิธีที่รุนแรง เพื่อปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตัวเอง รวมถึงการโดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิผลต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร เงินตรา ฯลฯ และจัดให้พวกที่ทำมาหากินอยู่ในเขตเมือง ออกไปทำงานในฟาร์มนอกเมือง

3. Heinrich Himmler


อันดับที่ 3 ได้แก่ Heinrich Himmler ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (เยอรมัน: Heinrich Himmler; 6 มกราคม - 29 เมษายน ค.ศ. 1945) เป็นผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส และเกสตาโป ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้สมรู้เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว และเขาไดสร้างค่ายกักกันเอาชวิทซ์ในประเทศโปแลนด์ ซึ่งคราวหลังเขาถูกพันธมิตรจับกุมตัวได้และเขาได้ฆ่าตัวตาย ในปี ค.ศ. 1945

2. Adolf Hitler


อันดับที่ 2 ได้แก่ Adolf Hitler อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (เยอรมัน: Adolf Hitler; 20 เมษายน ค.ศ. 1889 – 30 เมษายน ค.ศ. 1945) เป็นนักการเมืองเยอรมนี เกิดที่ออสเตรีย เขาเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน (พรรคนาซี) ฮิตเลอร์ได้เป็นมุขมนตรีของเยอรมนี (หรือนายกรัฐมนตรี) ในปี ค.ศ. 1933 และได้เป็นผู้นำของนาซีเยอรมนีในปี ค.ศ. 1934 – 1945 เป็นผู้นำเผด็จการของเยอรมนี ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาก็ได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเยอรมนี และเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ในปี ค.ศ. 1919 ฮิตเลอร์ได้ทำหน้าที่เป็นทหารอยู่ในเยอรมนี หลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าร่วมกับพรรคนาซี และได้เป็นหัวหน้าพรรคในปี ค.ศ. 1921 เขาได้พยายามก่อการปฏิวัติแต่ไม่สำเร็จจนต้องถูกจำคุกในปี ค.ศ. 1923 ฮิตเลอร์นั้นเป็นนักชาตินิยม และมีแนวคิดต่อต้านชาวยิว ลัทธิทุนนิยม และลัทธิคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้เขายังให้การสนับสนุนการโฆษณาชวนเชื่อด้วย ฮิตเลอร์ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี ค.ศ. 1933 และเขาก็ได้ผู้นำเผด็จการในที่สุด ต่อมาเยอรมนีก็ได้ยกทัพบุกโปแลนด์ ทำให้เกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1939 3 ปีต่อมา นาซีเยอรมนีและกลุ่มประเทศฝ่ายอักษะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ได้รับชัยชนะในการรบหลายครั้ง ได้ครอบครองอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลในทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชียตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่อย่างไรก็ตามหลังปี ค.ศ. 1942 ฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มตีโต้ได้มากขึ้น ในขณะที่เยอรมนีเริ่มเพลี่ยงพล้ำ และพ่ายแพ้ จนในที่สุด เมื่อกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตล้อมกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี ฮิตเลอร์ก็ได้แต่งงานกับ อีวา บราวน์ คนรักของเขา หลังจากนั้นฮิตเลอร์ก็ยิงตัวตาย พร้อมกับภรรยาในกรุงเบอร์ลินเมื่อปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1945

1. Josef Stalin


อันดับที่ 1 ได้แก่ Josef Stalin โจเซฟ สตาลิน ไม่ใช่ชื่อจริงของเขา ชื่อจริงของเขาคือ ????? ?????????? ?? ????????? Ioseb Besarionis dze Jughashvili โยเซบ เบซาริโอนิส ดเซ จูกาชวิลลี เขาเกิดที่เมือง โกรี ประเทศจอร์เจีย รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐของจักรวรรดิรัสเซียสมัยนั้น เขาก็เป็นชาวจอร์เจียนโดยกำเนิด โดยชื่อ สตาลิน นี้เขาตั้งขึ้นมาเองขณะทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์ (stalin ในภาษารัสเซียแปลว่า เหล็กกล้า) เป็นลูกของช่างทำรองเท้า ต่อมาพ่อของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองทิฟลิส ทำให้สตาลินต้องอาศัยอยู่กับมารดาเพียงคนเดียวในจอร์เจีย[1] สตาลินนั้นเป็นเด็กที่เรียนดี เขาเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่ง แต่ต่อมาเขาเริ่มสนใจในลัทธิมาร์กซ์ ทำให้เขามีความคิดต่อต้านศาสนา และเริ่มใช้ชื่อว่า โคบา อีกทั้งยังเขาร่วมกับพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยแห่งรัสเซีย จนในที่สุด เขาก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะเผยแพร่ลัทธิมาร์กซ์ หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชื่อว่า สตาลิน และทำงานอยู่ที่เมืองทิฟลิส ด้วยความทะเยอทะยานทำให้สตาลินได้เริ่มมีบทบาทสำคัญในพรรคบอลเชวิค หลังจากที่พรรคบอลเชวิคทำการปฏิวัติโค่นล้มระบอบกษัตริย์ลงได้ สตาลินก็ได้รับตำแหน่งคอมมิสซาร์ประชาชนเพื่อกิจการชนชาติต่างๆ[1] จนเมื่อเลนินล้มป่วย สตาลินก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นไปอีก จนได้เป็นเลขาธิการพรรคใน ค.ศ. 1922 จนกระทั่งเมื่อเลนินเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1924 ก็ได้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างสตาลินกับ ลีออน ทรอตสกี สุดท้ายสตาลินก็ชนะ จึงได้เป็นประธานาธิบดีต่อจากเลนิน ทำให้ทรอตสกีต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ เม็กซิโก แต่ในที่สุด ทรอตสกีก็ถูกลอบสังหารที่แม็กซิโกนั่นเอง ใน ค.ศ. 1940 ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง ผู้นำของสหภาพโซเวียต เขาถูกเรียกว่า บิดาแห่งชาวสหภาพโซเวียตทั้งปวง เมื่อศาสนาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในรัฐคอมมิวนิสต์ บทบาทของพระเจ้าก็ถูกเล่นโดยสตาลิน เขานำระบบ คอมมูน มาใช้ ทุกคนถูกห้ามมีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างรวมทั้งตัวบุคคลเป็นของพรรคหรือคอมมูน ผู้ต่อต้านถูกส่งไปค่ายกักกันและเสียชีวิตราว 10 ล้านคน ไมมีการสำรวจประชากรว่าระหว่างเขาเป็นผู้นำประชากรโซเวียตลอดไปเท่าไร ในช่วงที่มีการปฏิวัติระบบ นารวม มีคนอดตายอีกเป็นล้านๆ คน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นกับรัสเซีย ปี ค.ศ. 1941 - ค.ศ. 1945 เขานำโซเวียตชนะสงคราม โดยประชาชนเสียชีวิต 20 ล้านคน ทหารเสียชีวิต 10 ล้านคน เขาสั่งพัฒนาประเทศต่อไปอย่างไม่รีรอ เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1953 หลังสตาลินตาย ครุฟซอฟ ผู้นำคนใหม่ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดในระบบสตาลินลง พร้อมทั้งประณามขุดคุ้ยความโหดร้ายของเจ้านายคนเก่าของเขา จนในที่สุดทุกๆ ที่ ที่มีรูปปั้นสตาลินถูกทุบทิ้ง เพลงชาติถูกลบชื่อของเขาออก ศพของเขาถูกย้ายจากข้างๆ เลนิน ไปฝังอยู่ในกำแพงวังเครมลิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น