หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตำนาน ศุกร์ 13



         
ความเชื่อที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า "วันศุกร์ที่ 13 " เป็นวันแห่งอาถรรพ์ ใครจะทำกิจการใด ๆ ลงทุนพบปะเจรจาสิ่งใด ก็มักจะเกิดเรื่องร้าย ๆ ตลอด...เรื่องนี้จริงหรือไม่

         
ความเป็นมาของคำว่า "อาถรรพ์ ศุกร์ 13" นั้น เป็นความเชื่อมาจากฝรั่ง โดยเฉพาะชาวคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ที่เห็นว่า เลข 13 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย ถึงจะลงมือทำการสิ่งใดก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากวันดังกล่าว เป็นวันที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หลังจากที่รับประทานอาหารมื้อสุดท้ายร่วมกับสาวกทั้ง 12 คน

          ศุกร์ 13 จะเป็นอาถรรพ์หรือเปล่าไม่รู้ แต่ฝรั่งต่างเชื่อเรื่องนี้อย่างมาก บางคนก็จิตตกวิกลจริต หวาดผวาจนขึ้นสมอง กลายเป็น "โรคกลัววันศุกร์ที่ 13" หรือโรคที่มีชื่อเรียกยาว ๆ ว่า "พาราสเคฟดิคาเทรียโฟเบีย" (paraskevidekatriaphobia) หรือโรค "ฟริกกาทริสไคเดคาโฟเบีย" (friggatriskaidekaphobia)

        
  ทั้งนี้ จากการศึกษาประเมินพบว่า คนอเมริกันเป็นโรคดังกล่าวถึง 21 ล้านคน หรือประมาณ 8% ของประเทศเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องงมงาย ลองมาดูสถิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในศุกร์ 13 กันดีกว่า ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะ

          ศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันบำบัดอาการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ประเมินว่า ในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงินถึง 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหน... ไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

          ส่วนอุบัติเหตุจาก "ศุกร์ 13" เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากอุบัติเหตุระหว่างวันศุกร์ที่ 6 กับวันศุกร์ที่ 13 นั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (ข้อมูลเมื่อ ค.ศ. 1993) ตัวเลขผู้ประสบอุบัติเหตุมากกว่าวันศุกร์อื่น ๆ ถึง 52% เลยทีเดียว


ตำนานอาถรรพ์ ศุกร์ 13 ที่เล่าต่อ ๆ กันมา


http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gifตำนานแขกคนที่ 13

          ตำนานของ "ชาวนอร์ส" ในดินแดนสแกนดิเนเวียที่เกี่ยวกับ "เทพ 12 องค์" มารวมกันจัดงานเลี้ยงในห้องโถงของเอกีร์ เทพแห่งมหาสมุทร แล้วเทพแห่งไฟที่ชื่อ "โลกิ" ซึ่งไม่ได้รับเชิญมาร่วมงานจึงพังประตูรั้วเข้ามาร่วมงานในฐานะแขกคนที่ 13 และให้ "เทพฮอด" ซึ่งเป็นเทพแห่งความมืดมิดเพราะตาบอด โยนกิ่งของพืชกาฝากใส่ "บาลเดอร์" เทพแห่งความสุขและความยินดี จนบาลเดอร์สิ้นลมหายใจไปในทันที...จนทำให้โลกต้องตกอยู่ในความมืดมิดและความเศร้าสลด

http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gifตำนาน 13 คนบนโต๊ะอาหาร

         ตำนานเล่าว่า ถ้าหากมีคนทานข้าวร่วมกันบนโต๊ะอาหาร 13 คน ถือเป็นลางร้าย คนใดคนหนึ่งในนั้นจะต้องตายภายในช่วงเวลา 1 ปี หลังจากนั้น โดยความเชื่อนี้อ้างจาก เดอะ ลาสต์ ซัพเปอร์ (อาหารค่ำมื้อสุดท้าย) ที่พระเยซูคริสต์ทรงเสวยพระกระยาหารร่วมกับคน 12 คน และพระองค์ก็สวรรคตหลังจากนั้นไม่นาน 

http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gifตำนานวันศุกร์แห่งการประหาร

          สำหรับเหตุผลที่เจาะจงว่าจะต้องเป็น "วันศุกร์" นั้น นอกจากกรณีที่ว่าพระเยซูถูกนำไปตรึงกางเขนในวันศุกร์แล้ว ในตำราของฝรั่งยังว่า "วันศุกร์" เป็นวันที่ใช้ประหารนักโทษ ทั้งยังถือว่าเป็นวัน "ทิป ทอด เดย์" (Tip Tod Day) หมายความว่าเป็น "วันปีศาจ" ชาวประมงในสมัยก่อนจึงไม่ออกทะเลในวันศุกร์

http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gifศุกร์ 13 กับความเชื่ออื่น ๆ

         นอกจากตำนานต่าง ๆ ข้างบนแล้ว ยังมีความเชื่อโบราณของฝรั่งเกี่ยวกับการกระทำต่าง ๆ ในวันศุกร์เช่น ห้ามตัดเล็บในวันศุกร์, อดัม และอีฟ กินผลไม้ต้องห้ามที่สวนอีเดนในวันศุกร์, วันที่พระเจ้าลงโทษให้อดัมและอีฟมาใช้โทษที่โลกมนุษย์คือวันศุกร์ เป็นต้น

        ...ถึงแม้ว่า ฝรั่งจะแก้เคล็ดด้วยการเรียกเลข 13 ว่า "ลัคกี้นัมเบอร์" แต่กระนั้นเมื่อถึงวันศุกร์ที่ 13 เมื่อไร ผู้คนที่มีความเชื่อเรื่องโชคลาง ต่างก็ต้องหวาดผวากับวันนี้ แถมยังมีคนหัวใสนำเรื่องดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า "ศุกร์ 13 ฝันหวาน" ซึ่งก็สร้างเพิ่มความกลัวมากขึ้นไปอีก!! แถมไม่ว่าจะสร้างกี่รอบ ๆ ก็ดังเป็นพลุแตก กวาดรายได้ถล่มทลายเลยทีเดียว

http://hilight.kapook.com/img_cms2/dookdik/cursor.gifประเทศไทย กับความเชื่อ ศุกร์ 13

         มาถึงฝั่งประเทศไทยบ้าง ถึงแม้ว่า ศุกร์ 13 จะเป็นความเชื่อของฝรั่งตาน้ำข้าว แต่คนไทยบางกลุ่มก็พลอยเชื่อเรื่องนี้ไปด้วย อาทิ การสร้างลิฟต์บนอาคารตึกสูงบางแห่งที่เกิน 12 ชั้น จะไม่ระบุชั้นที่ 13 โดยจะเลี่ยงเป็นชั้นที่ 12 A หรือไม่ก็ใช้เลข 14 แทนไปเลย ทั้งนี้ก็เพราะโรงแรมต้องรองรับลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะฝรั่ง

         แต่ถ้าถือตามโหราศาสตร์ไทยแล้วนั้น อาจารย์หนู กันภัย ได้กล่าวไว้ว่า เลข 13 ถือว่าเป็นเลขมหาอุด... จะอุดสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ได้ ตามตำราเป็นเลขมงคล คือจะไม่รับรู้ถึงทวารทั้ง 9 ปิดทั้งหมดทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ได้ยิน ไม่ให้ได้เห็นในสิ่งที่ไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือจะอุดสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาหาตัวเรานั่นเอง

          เอ้า ! เรื่องนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณในการรับชม-รับฟังนะคะ ศุกร์ 13 จะเกิดอาถรรพ์หรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าควรมีสติในการดำรงชีวิต เพื่อความไม่ประมาท เพราะไม่ว่าจะวันศุกร์ไหน ๆ อุบัติเหตุ หรือเรื่องร้าย ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน...
และมีหนังเรื่องเรื่องหนึ่งเล่าเกี่ยวฆาตกรต่อเนื่องรายนึงชื่อ หนังเรื่อง friday 13th เป็้นหนังสยองขวัญทีสนุกมากลองไปหาดุกันนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การบูชาเทพเจ้า


การบูชาเทพเจ้า

เรื่องของศาสนาอียิปต์โบราณนั้นกล่าวในลักษณะ 3 ประเด็น
     1. ชาวอียิปต์โบราณเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ เพราะความหวาดกลัวเชื่อและบูชาในปรากฎการณ์ธรรมชาติทำให้ชาวอียิปต์โบราณกำหนดเทพเจ้าขึ้นมากมาย ลักษณะเทพเจ้าในช่วงแรกนั้นมีรูปร่างเป็นสัตว์มากกว่ามนุษย์ ต่อมาได้มีการพัฒนารูปร่างเทพเจ้าให้ดีขึ้น แต่เพราะชาติอียิปต์โบราณเกิดจาก การรวมตัวของหลายชุมชน ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้เทพเจ้าของอียิปต์โบราณมีมากมายหลายองค์เทพเจ้าที่สำคัญคือ
     เทพเจ้าอะมอน-เร (Amon-Re) เป็นเทพเจ้าที่สูงสุดในมวลเทพเจ้าทั้งหลาย ของอียิปต์โบราณ เป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและชีวิต ชื่อเทพเจ้าองค์นี้เกิดจากการนำเทพเจ้าอะมอนซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งอากาศและความอุดมสมบูรณ์ของเมืองธีปส์ มารวมกับเทพเจ้าเรซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ของเมืองเฮลิโอโปลิส ได้เป็นเทพเจ้าอะมอน-เร ผู้ทรงพลังและอิทธิฤทธิ์
        เทพเจ้าโอซิริส (Osiris)ป็นเทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำไนล์ เป็นเทพเจ้าแห่งความตาย และเทพเจ้าแห่งการตัดสินการตายเพื่อการเข้าสู่ภายหน้า
        เทพเจ้าไอริส (Isis) คือ เทพีผู้เป็นมเหสีของเทพเจ้าโอซิริส เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์
        เทพเจ้าโฮรัส (Horus) เป็นเทพเจ้าแห่งสวรรค์ของชาวอียิปต์โบราณแถบดินแดนสามเหลี่ยม
     ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าเทพเจ้าแต่ละองค์ควรมีสัตว์ไว้คอยรับใช้ดังนั้นจึงมีการสมมติสัตว์รับใช้ดังกล่าวให้เทพเจ้า เช่น แกะตัวผู้เป็นสัตว์รับใช้ของเทพเจ้าอะมอน-เร เป็นต้น สำหรับเรื่องการบวงสรวงนั้นพระเป็นผู้ประกอบพิธี และได้รับค่าจ้างตอบแทน            
             

 
            จากข้อมูลไม่มีรูปแบบตายตัวว่าต้องถวายสิ่งของอะไรก่อนอะไรหลัง หรือมีรูปแบบการวางถวายของแบบไหน ส่วนใหญ่การบูชาเทพเจ้าของคนอียิปต์โบราณในแต่ละครั้งมักจะประกอบด้วย
1.             เทวรูปเทพเจ้า, รูปเคารพกษัตริย์ หรือ ป้ายพระนาม
2.             ขนมปังที่รูปร่างคล้ายเห็ดอย่างขนมปังมัฟฟินหรือขนมปังแบบกลมแบนๆ ก็ได้
3.             เบียร์,ไวน์ สังเกตว่าถ้าวัฒนธรรมที่มีการกินขนมปังวัฒนธรรมจะมีการหมักเบียร์ด้วย
4.             ขาหน้าของสัตว์ เช่น ขาหน้าของวัว
5.             สัตว์ปีก พวกนก ห่าน เป็ด
6.             ดอกบัว ดอกไม้หอมต่างๆ ซึ่งนิยมเป็นดอกไม้สีต่างๆ มากกว่าสีขาว
7.             กำยาน,เครื่องหอมสำหรับประกอบพิธี สมัยนี้ก็นิยมพวกธูป
8.             ต้นกกอียิปต์
9.             ผลไม้ และของหวาน โดยเฉพาะผลอินทผลัมเพราะเป็นพืชที่มีมากนั้น
 
                
 
 
 
                เมื่อมีการถวายเครื่องสักการะก็จะมีการสวดคาถาเพื่อให้ของเล่านั้นถึงเทพเจ้า
บทสวดถอดจากจารึกอักษรอียิปต์คัมภีร์มรณะ บทที่ 42 เป็นการคณะเทพเพื่อการพิพากษาวิญญาณผู้ตาย
 
        iw Sny n N m nwn
        iw irty n N m HwtHr
        iw msdr n N m wp-wAwt
        iw fnd n N m xnty-xAs
        iw spty n N m inp
        iw ibHw n N m srqt
        iw nHbt n N m ist
        iw awy n N m ba-nb-ddt
        iw Sna n N m nt nb(t) saw
        iw psd n N m stS
        iw Hnn n N m wsir
        iw wfw n N m nbw Xr-ahA
        iw Snbt n N m aA-Sfyt
        iw Xt iat n N m sxmt
        iw xpdwy n N m irt-Hr
        iw mnty ssty N m nwt
        iw tbty n N m [ptH]
        iw Dbaw sAHw n N m arwt anxw
        The hair of N is the hair of Nun, the eyes those of Hathor
        The ears of Wepwawet, the nose of Khentkhas
        The lips of Anubis, the teeth of Serqet
        The neck of Isis, the arms of Banebdjedet
        The upper breast of Neit, lady of Sais, the back is that of Seth
        The phallus is that of Osiris, the flesh is that of the lords of Kheraha
        The lower breast is that of the Great of Dignity
        The stomach and spine are those of Sekhmet
        The buttocks are those of the Eye of Horus, the thighs and legs those of Nut,
        The feet are those of Ptah, the fingers and toes of living cobras
        ยู เซนี เอ็น เอ็น* เอ็ม นูน
        ยู เยรที เอ็น เอ็น เอ็ม ฮูทเฮร
        ยู เมสเดร เอ็น เอ็น เอ็ม เว็พวาเว็ท
        ยู เฟเน็ด เอ็น เอ็น เอ็ม เค็นทีคาส
        ยู เซ็พที เอ็น เอ็น เอ็ม เย็นปู
        ยู เย็บฮู เอ็น เอ็น เอ็ม เซรเก็ท
        ยู เน็คเบ็ท เอ็น เอ็น เอ็ม เยเซ็ท
        ยู อ๋าวี เอ็น เอ็น เอ็ม บาเน็บเจเด็ท
        ยู เซนา เอ็น เอ็น เอ็ม เน็ท เน็บเบ็ท สาอู
        ยู เปเซ็ด เอ็น เอ็น เอ็ม เซเทส
        ยู เฮเน็น เอ็น เอ็น เอ็ม เวซิร
        ยู เวฟู เอ็น เอ็น เอ็ม เนบู เครอ๋าฮา
        ยู เซ็นเบ็ท เอ็น เอ็น เอ็ม อ๋าอาเซ็ฟเย็ท
        ยู เค็ท ยาท เอ็น เอ็น เอ็ม เซ็คเม็ท
        ยู เคเปดูวี เอ็น เอ็น เอ็ม เยเร็ทเฮร
        ยู เม็นที เซ็สที เอ็น เอ็ม นูท
        ยู เท็บที เอ็น เอ็น เอ็ม พทาห์
        ยู เจบ๋าว ซาฮู เอ็น เอ็น เอ็ม อ๋ารูท อ๋าเนคู
        ผู้แปล : ผิดพลาดต้องขออภัยยังเทพและอาลักษณ์ทั้งปวง
        *วลี  ...เอ็น เอ็น เอ็ม... เอ็นคำที่สองแทนชื่อ
 
 
 
บทอัญเชิญเทพีไอซิส
 
        ข้าฯขออัญเชิญเทพีไอซิส
        ข้าฯขออัญเชิญเทพีไอซิส
        ข้าฯขออัญเชิญเทพีไอซิส
        ข้าฯขออัญเชิญเทพีไอซิสมาพร้อมกับสันติสุข
        พระองค์เป็นเทพีแห่งสันติ
        ขออัญเชิญเทพีไอซิสมาพร้อมกับสันติสุข
        ขออัญเชิญเทพีไอซิสมาพร้อมกับความงดงาม
        เทพีผู้เป็นเจ้าแห่งชีวิต
        เทพีผู้เป็นความงามแห่งสรวงสวรรค์
        เทพีผู้นำสันติมาสู่สรวงสวรรค์
        เทพีผู้นำสันติมาสู่โลกมนุษย์
        โอม เทพีไอซิส
        เทพีผู้ทรงเป็นธิดาแห่งเทพีนูท
        เทพีผู้ทรงเป็นธิดาแห่งเทพเก็บ
        เทพีผู้เป็นที่รักแห่งเทพโอซิริส
        เทพีผู้ทรงพระนามอันนับไม่ถ้วน !
        ข้าฯขอนอบน้อมแด่องค์เทพีไอซิส
        ข้าฯขอนอบน้อมแด่องค์เทพีไอซิส
        ข้าฯขอบูชาแด่องค์เทพีไอซิส
        ข้าฯขอบูชาแด่องค์เทพีไอซิส!
        หมายเหตุ - คำแปลนี้อาจไม่ถูกต้อง 100% และผู้แปลได้พยายามถ่ายถอดตามความเข้าใจของตน ผู้แปลไม่สนับสนุนให้เชื่อถือเรื่องนี้จนงมงาย แต่ต้องการให้มองเห็นภาพและได้รับอรรถรสเกี่ยวกับความเชื่อของคนอียิปต์โบราณเมื่อหลายพันปีก่อน
 
 
บทสวดอัญเชิญเทพอนูบิส
 
        I give greetings to thee Anubis,
        Thou who art the Guide of Souls of Heliopolis!
        Bearer and Giver of blessings,
        I pray, give Thy blessing to me.
        From an 18th Dynasty hymn to Anubis as Opener of the Ways
        Hymn to Anpu*
        O Thou Lord of the Hallowed Land,
        Sky hunter of dawn    
        Master of the feather of truth;
        I call upon thee as a son calls to a father.
        Hear my call and indwell my Soul-Temple.
        Extend thy hand through the veils of time.
        O Anpu who stands upon the Mountain,
        Thou who are upon the pillar of the north,
        Hear my call and indwell my Soul-Temple.
        O Sah who guards the heavens at night-time,
        Shine thy beams of Divine Light upon this supplicate.
        Here my call and indwell my Soul-Temple.
        I have cleansed my self in thy sacred lake,    
        I have offered unto thee incense,
        Now indwell my Soul-Temple with Holy Fire.
        O Divine Magician guide me through the celestial halls,
        Part the Veil of the hidden world and clear my vision.
        Initiate your humble servant into thy Secret Mysteries,
        Cast thou the Holy Circle of Starry Light.
        O Royal Child I see thee through the veils of time,
        I enfold thee in my Ka and rejoice in thy Divine embrace.
        The Ancient Ceremonies are performed,
        The chants echo across the temporal halls.
        The Temple is rebuilt, the faith renewed.    
        We are One, twin beams of light entwined,
        The Soul-Temple glows as a Golden Dawn,
        The Ancient Twilight glows across Space and Time.
        I am a Cosmic Jackal, a Power of Heaven.
        Anpu indwells my Soul-Temple.
        I am complete.
        Ankh,Bah,Mert
        (Life,Light,Love)
        *หมายเหตุ - Anpu (ภาษาอียิปต์โบราณ) = Anubis (ภาษากรีก)
 
 
        คัมภีร์มรณะอียิปต์ 240 ปีก่อน ค.ศ.
        แปลจากภาษาอียิปต์โบราณโดย อี.เอ.วอลลิส บุดจ์
บทสวดสรรเสริญเทพโอสิริส
                ข้าฯ ขอนอบน้อมแด่องค์เทพ โอสิริส พระองค์ผู้เป็นอมตะเทพ ราชาแห่งเทพทั้งปวง พระองค์ผู้มีพระนามเป็นอเนกประการ พระองค์ผู้ทรงรูปศักดิสิทธิ์พระองค์ผู้ทรงรูปซ่อนเร้นในวิหารทั้งปลาย พระองค์ผู้มีพระวิญญาณ "คา" อันศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ผู้เป็นประมุขแห่งตัตตู (บูซิริส) และเป็นผู้ทรงอำนาจในเซเค็ม (เลโทโปลิส) พระองค์ผู้เป็นเทพที่ชาวโนมอาตีเคารพบูชา พระองค์เป็นเจ้าแห่งอาหารทิพย์ในอะนู พระองค์เป็นเทพที่จารึกอยู่ในมาอาตี ทรงเป็นพระวิญญาณที่ซ่อนเร้น ผู้เป็นใหญ่แห่งเกรเร็ท (เอเลแฟนทีน) ประมุขสูงสุดแห่งเมืองกำแพงขาว (เมมฟิส) พระองค์เป็นพระวิญญาณแห่งรา เป็นพระวรกายแห่งรา ทรงมีที่ประทับในเฮเนนซู (เฮราคลีโอโปลิส)
 

 

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ลัทธิซาตาน


ลัทธิซาตาน อำนาจปีศาจพลังมืด

คนหลายปฏิเสธในเรื่องของผี วิญญาณชั่ว แต่บางคนคิดว่าเป็นเรื่องนิทานและนิยาย ในขณะที่หลายคนหลงคลั่งไคล้ว่า มารซาตานมีอิทธิพลมากและมันอยู่เบื้องหลังของทุกสิ่งทุกอย่าง ในพระคริสตธรรมคัมภีร์บอกอย่างชัดเจนว่า มารซาตานมีอยู่จริง แต่พระเยซูคริสต์มีฤทธิ์อำนาจเหนือกว่า

ความเป็นมา


ลูซีเฟอร์เป็นทูตสวรรค์
พระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์จำนวนมากขึ้นมาเพื่อปรนนิบัติ รับใช้พระองค์ มีอยู่องค์หนึ่งชื่อ ลูซีเฟอร์ที่ได้รับตำแหน่งสูงสุด คอยดูแลพระบัลลังก์ของพระเจ้า แต่ในเวลาต่อมาได้คิดกบฏต่อพระองค์ จึงถูกขับไล่ลงจากสวรรค์

ข้อมูลเกี่ยวกับลูซีเฟอร์ อยู่ในพระธรรมเอเสเคียล ๒๘.๑๑-๑๙ กล่าวถึงเจ้าเมืองไทระว่า เป็นคนที่เย่อหยิ่ง ความมั่งคั่งของเขาทำให้คิดว่าตนเองเป็นพระเจ้า แต่เบื้องหลังของพระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวเล็งถึงทูตสวรรค์ เจ้าเป็นตราแห่งความสมบูรณ์แบบ เต็มด้วยสติปัญญา มีความงามอย่างพร้อมสรรพ เจ้าอยู่ในเอเดนพระอุทยานของพระเจ้า เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า..ในวันที่สร้างเจ้าขึ้นมา เราตั้งเจ้าให้อยู่กับเครูบ ผู้พิทักษ์ได้เจิมตั้งไว้ เจ้าอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์ของพระเจ้า และเจ้าเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง เจ้าก็ปราศจากตำหนิในวิธีการทั้งหลายของเจ้า ตั้งแต่วันที่เจ้าถูกสร้างขึ้นมาจนพบความชั่วในตัวเจ้า

ลูซีเฟอร์กบฏต่อพระเจ้า

อิสยาห์ ๑๔.๑๒-๑๔ กล่าวถึงการล้มลงในความผิดบาปของทูตสวรรค์ลูซีเฟอร์ โอ ดาวประจำกลางวันเอ๋ย พ่อโอรสแห่งพระอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอ่างไรหนอ เจ้าผู้กระทำให้ประชาชาติตกต่ำน่ะ เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงนั้น ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน ณ ที่อุดรไกล ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้า

ปรากฎการณ์ของซาตาน หรือความผิดบาปของลูซีเฟอร์ คือ การกบฏ และทำตัวให้เหมือนหรือเท่าเทียมกับพระเจ้า ซึ่งมันใช้คำว่า ข้าถึงห้าครั้งด้วยกัน

หลายคนมักจะถามว่า เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงสร้างมารซาตานขึ้นมา?” หรือเหมือนกับถามว่า ทำไมพระเจ้าจึงทรงสร้างสิ่งชั่วร้ายขึ้นมา (ขอดูเจตนารมย์ในการที่พระเจ้า ทรงสร้างโลก จักรวาล ทูตสวรรค์ มนุษย์และสรรพสิ่งขึ้นมา ล้วนแต่เป็นสิ่งดีทั้งสิ้น ปฐก. ๑-๓)

มารซาตานลอกลวงมนุษย์

ในปฐมกาลบทที่ ๓ บันทึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสวนเอเดน มารซาตานในร่างของงูเข้ามาล่อลวงเอวา กับอาดัมให้กินผลไม้ต้องห้ามที่พระเจ้าทรงห้ามไว้นั้น โดยใช้คำถามทำให้สงสัยในความรักของพระองค์ ประการแรกมันถามว่า จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า อย่ากินผลไม้ใดๆในสวนนี้ประการที่สอง ซาตานมันบอกว่า เจ้าจะไม่ตายจริงดอก เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า ถ้าเจ้ากินผลม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้งเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า” (ปฐก. ๓.๑-๕)
การทดลองไม่ใช่ความบาป แต่การยอมแพ้การทดลองเป็นความบาป มนุษย์คู่แรกยอมพ่ายแพ้ต่อการทดลอง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มารซาตานก็กระทำให้ตาใจของผู้คนมืดบอดไป มันพยายามดึงคนให้ห่างไกลจากทางของพระเจ้า แต่ถ้ามีม่านบังข่าวประเสริฐไว้จากใคร ก็จากคนเหล่านั้นที่กำลังพินาศ ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้ทำให้ตาใจของเขามืดไป เพื่อไม่ให้เห็นความสว่างของข่าปวระเสริฐของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายาของพระเจ้า” (๒ คร. ๔.๓-๔)

ชื่อของมารซาตาน


พระคัมภีร์เรียกชื่อต่างๆของมารซาตานดังนี้

๑ มาร (ยน. ๘.๔๔) ในภาษากรีกหมายถึง ผู้กล่าวโทษหรือผู้กล่าวร้าย มีจุดประสงค์เพื่อทำลาย
๒ ซาตาน (มธ. ๑๒.๒๖) ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่า ผู้ต่อต้าน ผู้ขัดขวางมันได้ทำการขัดขวางมนุษย์และพระเจ้าทุกวิถีทาง
๓ ผู้ทดลอง (มธ. ๔.๓) พระเจ้าทรงทดสอบมนุษย์เพื่อให้ชนะ แต่มารทดลองมนุษย์เพื่อให้พ่ายแพ้
๔ พ่อของการมุสา (ยน. ๘.๔๔)
๕ เจ้าแห่งความตาย (ฮน. ๒.๑๔) ซาตานมีอำนาจของความตาย มันสามารถกล่าวโทษมนุษย์ที่ทำบาป
๖ เบเอลซาบูล (มก. ๓.๒๒,๒๓) มีความหมายว่า เจ้าแห่งแมลงวัน, หรือเจ้าเหนือมูลสัตว์
๗ เบลีอัล (๒ คร. ๖.๑๕) เดิมชื่อนี้มีความหมายทั่วไปว่า ไม่มีคุณค่าต่อมานำมาใช้กับพวกศัตรูที่ไม่มีคุณค่าเลย
๘ มารร้าย (๑ ยน. ๒.๑๓) พระคัมภีร์กล่าวถึงการกระทำของมารซาตานว่า มีความชั่วร้ายอย่างสุดขีด
๙ เจ้าแห่งโลกนี้ (ยน. ๑๔.๓๐) มารซาตานจะมีอำนาจเหนือโลกนี้ที่เต็มไปด้วยความผิดบาป
๑๐ เจ้าแห่งอากาศ (อฟ. ๒.๑-๒) พระคัมภีร์สอนว่า ในฟ้าอากาศเต็มไปด้วยวิญญาณที่ดีและวิญญาณชั่วต่างๆ ซึ่งเป็นเทพหรือผีตามลำดับชั้นของมัน

การหลอกลวงของมารซาตาน

สิ่งที่มารซาตานได้พยายามหลอกลวงมนุษย์มีดังต่อไปนี้
หนึ่งทำให้ผู้คนเชื่อว่ามันไม่มีตัวตนอยู่จริง ผีมารซาตานเป็นเพียงนิทานหลอกเด็กเท่านั้น
สอง
ทำให้คนเห็นว่ามันเป็นตัวตลกโบราณ มีร่างกายสีเขียว หน้าตาน่าเกลียด มีสองเขาบนหัว มีหางเป็นลูกศร และมือถือสามง่าม
สาม
มันทำให้ผู้คนหวาดกลัว แต่ยังอยากรู้อยากเห็นเรื่องราว และชื่นชอบในฤทธิ์อำนาจ ของมัน ในรูปแบบของหนังสือหรือภาพยนตร์ เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ แดรกคิวล่า ดิเอกซ์ซอซิสท์ แม่นาค ตุ๊กแกผี ปอบผีฟ้า กระสือสวาท ฯลฯ
สี่
มารซาตานมาในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์ที่เอื้ออำนวยความสะดวกสบาย หรูหรา สนุกสนานและบันเทิง เช่น ทีวี อินเตอร์เนท วีดิโอ เสรีภาพทางเพศ โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้าแฟชั่น อาหาร เงินทองและความร่ำรวย บ้าน รถยนต์ และฯลฯ
ห้า
หลอกลวงทางศาสนา มารซาตานอาจจะมาในรูปแบบของนักศาสนาที่ทำตัวเคร่งครัด เป็นคนดีมีศีลธรรม นักสังคมสงเคราะห์ โดยไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับการไถ่บาปด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เช่น พวกฟาริสีและศาสนาอื่นๆ
หก
มารซาตานจะหลอกลวงทางผู้สอนเท็จ เช่น พยานพระยะโฮวาห์ มอร์มอน ชิลเดรนออฟก็อด มูน คริสเตียนตกขอบ ฯลฯ

วาระสุดท้ายของซาตาน


พระคัมภีร์ได้กล่าวอย่างชัดเจนถึงจุดจบของมารซาตาน
คำตรัสของพระเยซูคริสต์

พระองค์ตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ของ พระองค์ว่า ท่านทั้งหลายผู้ต้องถูกแช่งสาป จงถอยไปจากเรา เข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและสมุนของมัน” (มธ. ๒๕.๔๑)

สิ่งที่ยอห์นเห็นในนิมิตซึ่งเป็นอนาคตของมารซาตาน

ส่วนพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้น ก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่สัตว์ร้ายและคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะตกอยู่ในนั้น และมันต้องทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์” (วว. ๒๐.๑๐)

พระเยซูชนะมารซาตาน

พระเจ้าจะทรงพิพากษาทุกสิ่งที่มีชีวิต รวมไปถึงทูตสวรรค์และมารซาตาน (ยน. ๕.๒๒) พระเยซูทรงชนะมารซาตานโดยสั่งขับไล่ผีที่เข้าสิงในผู้คน (มธ. ๑๒.๒๘-๒๙) พวกสาวกของพระเยซูกลับมารายงานต่อพระองค์ด้วยความตื่นเต้นว่า พวกผีทั้งหลายต่างก็ยอมอยู่ใต้อำนาจของพวกเขา ( มธ. ๑๐.๑, ๑๗-๒๐) การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ ได้ประกาศชัยชนะต่ออำนาจของมารซาตาน (๑ ปต. ๓.๑๘)

ลัทธิซาตาน

มนต์ดำและไสยศาสตร์

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับลัทธิซาตานคือ ไสยศาสตร์ มนต์ดำ การใช้ยาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ การบูชายัญด้วยเลือด

โรเบอร์ต้า แบลนเคนชิพได้เล่าประสบการณ์ว่า เธอต้องไปที่หลุมฝังศพในเวลาที่มืดสนิทและน่ากลัว ต้องเดินข้ามไม้กางเขนขนาดใหญ่เท่ากับตัวคน และกล่าวปฏิเสธความเชื่อทุกอย่างในพระคริสต์ หลังจากนั้นก็จะเริ่มประกอบพิธี ต้องดื่มเลือดสดๆที่เชือดจากสัตว์เป็นๆ...

ลีน แมคมิลลอนกล่าวว่า รูปแบบหนึ่งของลัทธิบูชาซาตาน เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ มีการร่วมประเวณีในพิธีกรรมเพื่อบูชาซาตาน และอีกรูปแบบหนึ่งของลัทธิอันชั่วร้ายนี้คือ การใช้ยาเสพติด

การต่อต้านเรื่องพระเจ้า

แต่เดิมลัทธิซาตานเป็นขบวนการลับ แต่ปัจจุบันเปิดเผยตัวออกมาแล้ว มีลักษณะเป็นการต่อต้านศาสนาหรือต่อสู้กับเรื่องของพระเจ้า มีการนมัสการบุคคลที่ชื่อลูซีเฟอร์ (ซาตาน) ผู้ที่เข้าร่วมประชุมต้องปฏิเสธการเป็นคริสเตียน และยอมให้ลูซีเฟอร์เป็นพระเจ้าของพวกของเขา พบว่ากลุ่มพวกแม่แม่มดได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิซาตานอย่างมาก

โบสต์ของซาตาน

โบสถ์ของซาตานตั้งขึ้นในปี คศ. ๑๙๖๖ ที่ซานฟรานซิสโก โดยแอนตัน แซนเดอร์ ลา เวย์ มีสมาชิกจำนวนหลายพันคน และต่อมาโบสถ์ได้แพร่หลายไปทั่วสหรัฐอเมริกา คำสอนของเขาเน้นในเรื่องวัตถุ นิยมและความสุขนิยม เลเวย์มักจะแต่งกายด้วยสีดำทั้งชุด และใช้รถยนต์สีดำด้วย

ลาเวย์เป็นคนเชื้อสายรัสเซีย ฝรั่งเศสผสมโรมาเนีย เคยทำงานในโรงละครสัตว์ เคยเป็นตำรวจถ่ายภาพ เป็นนักออร์แกนในไนท์คลับ และชอบศึกษาในเรื่องศาสตร์ที่ลึกลับ เขากล่าวถึงโบสถ์ของตนเองว่า มีการปล่อยตัวตามราคะตัณหาที่น่าสนุก จุดประสงค์เพื่อรวบรวมบุคคลที่มีความคิดเห็นอย่างเดียวกันเข้าด้วยกัน เพื่อใช้พลังอำนาจแห่งความมืด ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติมา นั่นคือซาตาน

สมาชิกทุกคนต้องยอมรับว่าซาตานเป็นตัวแทนของ หนึ่ง การปล่อยตัวตามราคะตัณหา สอง การมีชีวิตตื่นเต้นสนุกสนาน สาม การแก้แค้น สี่ ยอมรับว่ามนุษย์มีธรรมชาติของสัตว์ ห้า ซาตานเป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่เรียกว่าความผิดบาป และหก ต่อต้านคริสเตียนอย่างรุนแรง